วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2551

รวมภาพ "ทักษิณ" ช็อปปิ้งกับครอบครัว ที่อังกฤษ

กับฮริยาบทสบาย ๆ ในอังกฤษ



ภาพพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินช็อปปิ้งในย่านกิลด์ฟอร์ด ในอังกฤษ พร้อมครอบครัว
และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขาฯคนสนิท (ขวามือสุด)
หลังไม่ยอมเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อสู้คดีคอรัปชั่น

เดินจูงมือลูกสาวทั้งสอง พร้อมยิ้มให้ช่างภาพถ่ายภาพ



ทางเข้าบ้านคฤหาสน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในเขตเวยบริดจ์
บริเวณทางใต้ของกรุงลอนดอน

ช่วงนี้ประเทศชาติวุ่นวาย เพราะอะไรกัน ?

อ้างอิง : http://hilight.kapook.com/view/27649

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2551

การเมือง "แบบขำขำ"

หนูน้อยคนหนึ่งถามพ่อว่า "พ่อฮับ การเมืองคืออะไร ฮับ"

คุณพ่อใจดีตอบว่า "พ่ออธิบายง่ายๆ อย่างนี้ ดีกว่า คือ พ่อเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว
หนูต้องเรียกพ่อว่า ทุนนิยม
ส่วนแม่เป็นคนจัดการ เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ >ก็ต้องเรียกแม่ ว่ารัฐบาล
เราสองคนมีหน้าที่ดูแลความต้องการของลูก เพราะฉะนั้น เราจะเรียกลูกว่า ประชาชน
ส่วนพี่เลี้ยงของหนูเรามองว่าเธอเป็นชนชั้น ผู้ชั้นแรงงาน
สำหรับน้องชายของลูก เราจะเรียกเขาว่า อนาคต เอาละ ลองเก็บไปคิดดูว่าหนูเขาใจหรือเปล่า

คืนนั้นหนูน้อยเข้านอนพลางคิดถึงคำพูดของคนเป็นพ่อ **
กลางดึกหนูน้อยได้ยินเสียงน้องร้องจ้า ย่องเข้าไปดูเห็นอึกองโตเต็ม ผ้าอ้อม

หนูน้อยเดินไปห้องพ่อแม่ แต่กลับเจอมามี้นอนกรนคร่อกฟี้ เดินไปห้องพี่เลี้ยง
ปรากฏว่าประตูติด ล็อก เขย่งมองในรูกุญแจ
ก็เห็นภาพบิดากำลังเล่นจ้ำจี้กับพี่เลี้ยงเข้าเต็ม ตา หนูน้อยเลยล้มเลิกความพยายาม
แล้วกลับไปนอนคลุมโปงตามเดิม

***เช้าวันต่อมาหนูน้อยเดินไปหาพ่อบอกเสียงขรึมว่า "พ่อครับ ตอนนี้ ผมเข้าใจคอนเซ็ปต์การเมืองแล้วละ ครับ"
" เหรอ ลูก ไหนบอกพ่อซิ ลูกคิดว่าการเมืองคือ อะไร" คุณพ่อตัว ดีซักไซ้

คุณลูกตอบฉะฉาน "การเมืองก็เป็น เรื่องประมาณว่า...
ขณะที่ทุนนิยมกำลังกดขี่ผู้ชนชั้นใช้แรงงาน รัฐบาลก็หลับคุดคู้ไม่รู้ไม่เห็นด้าน
ประชาชนก็ถูกละเลยไม่ได้รับความสนใจ ส่วนอนาคตก็จมอยู่ในกองขี้ไงครับ
".........^----------^"

(แหล่งที่มาจาก FW) http://variety.teenee.com/foodforbrain/9997.html

แล้วคุณล่ะ คิดว่า...การเมืองคืออะไร ?

วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2551

วันที่รอยยิ้มจางหาย

* รวมภาพ ครอบครัว ชินวัตร วันที่ รอยยิ้ม จางหาย *




รวบรวมภาพการเดินทางมาฟังคำพิพากษาคดีเลี่ยงภาษีชินคอร์ป
หลังศาลอาญาสั่งจำคุก 3 ปี "พจมาน"
สีหน้าหมอง แววตาเศร้า ของตระกูล "ชินวัตร" แม้ว เครียดจัด !

ผู้มีบารมีกับสนามการเมือง






อำนาจทางการเมือง เป็นอำนาจที่หลายคนปรารถนา แต่คนจำนวนมากที่ลงสนามการเมืองแล้วไม่ประสบความสำเร็จ เพราะขาดเงื่อนไขที่จำเป็นหลายประการ


ในปัจจุบันผู้มีบารมี(ไม่ใช่ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ) ในแวดวงต่างๆ จำนวนมากไม่ว่าจะเป็นแวดวงวิชาการ ทหาร และธุรกิจ ได้แสดงท่าทีออกมาว่าจะเข้าสู่สนามทางการเมือง


ใครก็ตามที่จะลงสนามเลือกตั้งในสังคมไทยนั้น จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง พรรคการเมืองจึงเป็นกลไกหลักในการนำพาบุคคลใดบุคคลหนึ่งไปถึงฟากฝั่งที่เขาต้องการ ทางเลือกของผู้มีบารมีที่จะลงสนามการเมืองมีสองทางเลือกหลัก ทางเลือกแรกคือเข้าไปเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่เคยมีบทบาทในรัฐสภามาก่อน พรรคการเมืองในสังคมไทยมีจำนวนมาก แต่พรรคที่ถือได้ว่าเป็นพรรคเก่าแก่และยืนหยัดในสนามทางการเมืองมายาวนานและเคยมีบทบาทในรัฐสภามาก่อน คือ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทย
กรณีพรรคประชาธิปัตย์นั้น ผู้มาใหม่ต้องดำเนินการไปตามระบบและขั้นตอนของพรรค ดังนั้นการเรียนลัดที่จะไปดำรงตำแหน่งสำคัญภายในพรรคหรือเป็นหัวหน้าพรรคจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
กรณีพรรคชาติไทย ผู้ที่เป็นเจ้าของพรรคตัวจริงคือหัวหน้าพรรคในปัจจุบัน หากผู้เข้ามาใหม่มีอำนาจบารมีจากแวดวงอื่น และต้องการตำแหน่งสำคัญภายในพรรคก็อาจทำได้โดยการเจรจากับหัวหน้าพรรค แต่จะถึงขั้นที่ให้หัวหน้าพรรคในปัจจุบันมอบตำแหน่งให้เลยนั้น ก็ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ยกเว้นจะมีเหตุการณ์ที่พิเศษมากจริงๆเกิดขึ้น


ทางเลือกที่สองสำหรับผู้มีบารมีนอกวงการการเมือง ที่ต้องการอำนาจทางการเมือง คือ การตั้งพรรคการเมืองเอง ซึ่งอาจจะตั้งพรรคใหม่เลยหรือซื้อหัวของพรรคที่มีคนตั้งไว้แล้วก็ได้ ดังที่ นักการทหาร นักวิชาการและนักธุรกิจอื่นๆ ได้ดำเนินการไปในอดีต


การตั้งพรรคการเมืองเองนั้นตั้งไม่ยาก แต่เมื่อตั้งแล้วจะทำให้พรรคการเมืองนั้นประสบความสำเร็จและมีความยั่งยืนในสนามการเมืองนั้น เป็นเรื่องที่ยากเป็นอย่างยิ่ง มีหลายพรรคที่จัดตั้งขึ้นมา โดยผู้มีบารมีนอกวงการทางการเมือง ปรากฏขึ้นในสนามการเมือง มีช่วงเวลาที่เจิดจรัสเพียงสั้นๆ และสิ้นสลายไปในที่สุด เช่น พรรคราษฎร พรรคความหวังใหม่ พรรคพลังธรรม พรรคไทยรักไทย และพรรคมหาชนเป็นต้น
เงื่อนไขที่ทำให้พรรคการเมืองมีบทบาทในสนามการเมือง ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงสั้นก็ตาม มีเงื่อนไขหลัก 3 ประการคือ ภาพลักษณ์ของหัวหน้าพรรคและแกนนำ ฐานจากสมาชิกพรรคที่เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และทุนในการดำเนินงานการเมือง


หัวหน้าพรรคของพรรคที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ ต้องเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของสังคม มีภาพลักษณ์ที่โดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่ง ระหว่างภาพลักษณ์ของการเป็นนักบริหารที่เป็นมืออาชีพ และมีวิสัยทัศน์กว้างไกล หรือภาพลักษณ์ของการเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์โปร่งใส มีคุณธรรม หากไม่มีภาพลักษณ์ใดโดดเด่น ก็จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างบทบาทของพรรค


นอกจากหัวหน้าพรรคที่ต้องมีภาพลักษณ์โดดเด่นแล้ว แกนนำคนสำคัญของพรรคก็ต้องมีภาพลักษณ์ด้านบวกที่ใกล้เคียงกับหัวหน้าพรรค ซึ่งจะช่วยหนุนเสริมซึ่งกันและกัน หากหัวหน้าพรรคโดดเด่นแต่แกนนำไม่โดดเด่น ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของพรรคในภาพรวมด้อยลงไป


ฐานจากสมาชิกพรรคที่เป็นอดีต ส.ส. หรือ อาจเรียกว่าฐานมวลชนก็ได้ เป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งในการหนุนเสริมบทบาทของพรรคที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ นักการเมืองที่เป็นอดีตส.ส. หรือนักเลือกตั้งมืออาชีพ เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นของพรรคการเมือง เพราะบุคคลเหล่านี้มีฐานมวลชนของตนเองในพื้นที่ เมื่อพวกเขาลงสมัครรับเลือกตั้ง โอกาสที่จะได้รับเลือกตั้งจะมีสูง หากได้บุคคลเหล่านี้เป็นสมาชิกพรรค จะทำให้พรรคได้จำนวน ส.ส. ในสนามเลือกตั้งเพิ่มขึ้น หากพรรคไม่มีกลุ่มบุคคลเหล่านี้เป็นฐานในการเลือกตั้ง มีแต่ผู้สมัครหน้าใหม่ โอกาสที่พรรคจะสูญหายจากเวทีการเมืองก็มีสูงยิ่ง ดังที่เกิดขึ้นกับ พรรคถิ่นไทยและหลายๆพรรคในอดีต


ทุนในการดำเนินงาน พรรคการเมืองไทยต้องใช้ทุนจำนวนมหาศาลในการเลือกตั้งหากผู้มีบารมีนอกวงการการเมือง มีทุนมากก็ใช้ทุนตัวเองในการตั้งพรรคและเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของพรรค ตลอดจนใช้ในการสร้างความผูกพันกับบรรดา ส.ส.ในพรรคหลังการเลือกตั้ง


การใช้ทุนตัวเอง จะทำให้ผู้มีบารมีมีอำนาจในพรรคสูงและอาจผูกขาดอำนาจไว้กับตัวคนเดียว ดังที่เกิดขึ้นกับบางพรรคที่ผ่านมาเร็วๆนี้ แต่หากผู้มีบารมีนอกวงการการเมืองไม่มีทุนเป็นของตนเอง ก็อาจใช้บารมีที่มีอยู่ระดมทุนจากกลุ่มทุนต่างๆเพื่อใช้ในการจัดตั้งและดำเนินงานของพรรคได้ แต่วิธีนี้มีข้อเสียคือ หากพรรคเกิดได้อำนาจทางการเมืองขึ้นมา การดำเนินนโยบายใดๆอาจต้องฟังเสียงจากผู้อุปการคุณเหล่านั้น ทำให้สูญเสียความเป็นอิสระในการตัดสินใจไประดับหนึ่ง และยังจะต้องอยู่อย่างหวาดระแวง เพราะไม่ทราบว่าเมื่อไรที่บุคคลเหล่านั้นจะถอนการสนับสนุน เมื่อไรก็ตามที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น พรรคก็ต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างแน่นอน


ผู้มีบารมีคนใด ไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงการทหาร วิชาการ หรือธุรกิจ พึงไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนที่จะลงสู่สนามทางการเมือง ว่าตนเองมีเงื่อนไขทั้งสามพร้อมหรือยัง มิฉะนั้นอาจต้องมาสำนึกเสียใจภายหลัง



ทางเลือกที่สองสำหรับผู้มีบารมีนอกวงการการเมือง ที่ต้องการอำนาจทางการเมือง คือ การตั้งพรรคการเมืองเอง ซึ่งอาจจะตั้งพรรคใหม่เลยหรือซื้อหัวของพรรคที่มีคนตั้งไว้แล้วก็ได้ ดังที่ นักการทหาร นักวิชาการและนักธุรกิจอื่นๆ ได้ดำเนินการไปในอดีต


การตั้งพรรคการเมืองเองนั้นตั้งไม่ยาก แต่เมื่อตั้งแล้วจะทำให้พรรคการเมืองนั้นประสบความสำเร็จและมีความยั่งยืนในสนามการเมืองนั้น เป็นเรื่องที่ยากเป็นอย่างยิ่ง มีหลายพรรคที่จัดตั้งขึ้นมา โดยผู้มีบารมีนอกวงการทางการเมือง ปรากฏขึ้นในสนามการเมือง มีช่วงเวลาที่เจิดจรัสเพียงสั้นๆ และสิ้นสลายไปในที่สุด เช่น พรรคราษฎร พรรคความหวังใหม่ พรรคพลังธรรม พรรคไทยรักไทย และพรรคมหาชนเป็นต้น


เงื่อนไขที่ทำให้พรรคการเมืองมีบทบาทในสนามการเมือง ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงสั้นก็ตาม มีเงื่อนไขหลัก 3 ประการคือ ภาพลักษณ์ของหัวหน้าพรรคและแกนนำ ฐานจากสมาชิกพรรคที่เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และทุนในการดำเนินงานการเมือง


หัวหน้าพรรคของพรรคที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ ต้องเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของสังคม มีภาพลักษณ์ที่โดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่ง ระหว่างภาพลักษณ์ของการเป็นนักบริหารที่เป็นมืออาชีพ และมีวิสัยทัศน์กว้างไกล หรือภาพลักษณ์ของการเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์โปร่งใส มีคุณธรรม หากไม่มีภาพลักษณ์ใดโดดเด่น ก็จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างบทบาทของพรรค


นอกจากหัวหน้าพรรคที่ต้องมีภาพลักษณ์โดดเด่นแล้ว แกนนำคนสำคัญของพรรคก็ต้องมีภาพลักษณ์ด้านบวกที่ใกล้เคียงกับหัวหน้าพรรค ซึ่งจะช่วยหนุนเสริมซึ่งกันและกัน หากหัวหน้าพรรคโดดเด่นแต่แกนนำไม่โดดเด่น ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของพรรคในภาพรวมด้อยลงไป


ฐานจากสมาชิกพรรคที่เป็นอดีต ส.ส. หรือ อาจเรียกว่าฐานมวลชนก็ได้ เป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งในการหนุนเสริมบทบาทของพรรคที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ นักการเมืองที่เป็นอดีตส.ส. หรือนักเลือกตั้งมืออาชีพ เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นของพรรคการเมือง เพราะบุคคลเหล่านี้มีฐานมวลชนของตนเองในพื้นที่ เมื่อพวกเขาลงสมัครรับเลือกตั้ง โอกาสที่จะได้รับเลือกตั้งจะมีสูง หากได้บุคคลเหล่านี้เป็นสมาชิกพรรค จะทำให้พรรคได้จำนวน ส.ส. ในสนามเลือกตั้งเพิ่มขึ้น หากพรรคไม่มีกลุ่มบุคคลเหล่านี้เป็นฐานในการเลือกตั้ง มีแต่ผู้สมัครหน้าใหม่ โอกาสที่พรรคจะสูญหายจากเวทีการเมืองก็มีสูงยิ่ง ดังที่เกิดขึ้นกับ พรรคถิ่นไทยและหลายๆพรรคในอดีต


ทุนในการดำเนินงาน พรรคการเมืองไทยต้องใช้ทุนจำนวนมหาศาลในการเลือกตั้งหากผู้มีบารมีนอกวงการการเมือง มีทุนมากก็ใช้ทุนตัวเองในการตั้งพรรคและเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของพรรค ตลอดจนใช้ในการสร้างความผูกพันกับบรรดา ส.ส.ในพรรคหลังการเลือกตั้ง


การใช้ทุนตัวเอง จะทำให้ผู้มีบารมีมีอำนาจในพรรคสูงและอาจผูกขาดอำนาจไว้กับตัวคนเดียว ดังที่เกิดขึ้นกับบางพรรคที่ผ่านมาเร็วๆนี้ แต่หากผู้มีบารมีนอกวงการการเมืองไม่มีทุนเป็นของตนเอง ก็อาจใช้บารมีที่มีอยู่ระดมทุนจากกลุ่มทุนต่างๆเพื่อใช้ในการจัดตั้งและดำเนินงานของพรรคได้ แต่วิธีนี้มีข้อเสียคือ หากพรรคเกิดได้อำนาจทางการเมืองขึ้นมา การดำเนินนโยบายใดๆอาจต้องฟังเสียงจากผู้อุปการคุณเหล่านั้น ทำให้สูญเสียความเป็นอิสระในการตัดสินใจไประดับหนึ่ง และยังจะต้องอยู่อย่างหวาดระแวง เพราะไม่ทราบว่าเมื่อไรที่บุคคลเหล่านั้นจะถอนการสนับสนุน เมื่อไรก็ตามที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น พรรคก็ต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างแน่นอน


ผู้มีบารมีคนใด ไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงการทหาร วิชาการ หรือธุรกิจ พึงไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนที่จะลงสู่สนามทางการเมือง ว่าตนเองมีเงื่อนไขทั้งสามพร้อมหรือยัง มิฉะนั้นอาจต้องมาสำนึกเสียใจภายหลัง



อนาคตการเมืองไทยท่ามกลางความขัดแย้ง
ในท่ามกลางการต่อสู้ทางการเมืองระยะนี้ แม้ว่าด้านหนึ่งจะเป็นการต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีการต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์ทางการเมืองด้วยเช่นเดียวกัน อุดมการณ์ที่ต่อสู้ช่วงชิงในสนามการเมืองมี 5 อุดมการณ์หลักคือ


1) อนุรักษ์นิยมใหม่(Neo-Conservative) มีความเชื่อว่า โลกาภิวัฒน์นำมาซึ่งความมั่งคั่ง กำแพงภาษีระหว่างประเทศควรถูกกำจัด เปิดโอกาสให้ทุนไหวเวียนอย่างเสรี และหลักคิดการบริหารธุรกิจภาคเอกชนเท่านั้นที่มีประสิทธิภาพ กลุ่มการเมืองที่มีอุดมการณ์แบบนี้คือกลุ่มทุนใหม่ซึ่งมีทุนโทรคมนาคมเป็นแกนนำ พรรคการเมืองที่กลุ่มผู้บริหารพรรคมีอุดมการณ์นี้คือ อดีตพรรคไทยรักไทย ซึ่งกลายสภาพเป็นพรรคพลังประชาชนในเดือนสิงหาคม 2550 อย่างไรก็ตามบุคคลที่มีอุดมการณ์เช่นนี้แทรกซึมอยู่แทบทุกพรรคการเมือง แม้ว่าจะมีระดับความมากน้อยและความเข้มข้นในเชิงอุดมการณ์แตกต่างกันบ้าง

2)อุดมการณ์อุปถัมภ์นิยม (Clientelism) เป็นอุดมการณ์หลักที่ครอบงำสังคมการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน ในระยะหลังความเข้มข้นของอุดมการณ์นี้ลดลงในกลุ่มชนชั้นกลาง แต่ยังคงมีความเข้มข้นในกลุ่มชนชั้นชาวบ้านและชนชั้นนำทางการเมือง ชนชั้นนำทางการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่น อาศัยอุดมการณ์อุปถัมภ์เป็นกลไกในการสร้างเครือข่ายหัวคะแนนและจัดตั้งมวลชนในชนบทให้มาสนับสนุนตนเองเมื่อเกิดกรณีการต่อสู้ทางการเมืองทั้งในเรื่องการเลือกตั้ง และการชุมนุมประท้วง อุดมการณ์นี้แทรกซึมอยู่ทุกพรรคการเมือง ทั้งพรรคใหญ่บ้าง พรรคเล็กบ้าง แต่จะมีมากในพรรคที่ถูกจัดตั้งโดยกลุ่มอดีต ส.ส.ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

3)อุดมการณ์อนุรักษ์นิยมดั้งเดิม(Traditional Conservative) เชื่อในเรื่อง การรักษาสถานภาพเดิมของสังคม เชิดชูความมั่นคงสถาบันหลักของสังคม กลุ่มที่ดำรงอุดมการณ์แบบนี้คือ กลุ่มทุนเก่า เช่น ทุนการเงิน และอุตสาหกรรมหนักบางประเภท กลุ่มข้าราชการส่วนใหญ่ บางครั้งกลุ่มนี้ได้รับการเรียกว่า เป็นกลุ่มอำมาตยาธิปไตย กลุ่มนี้มีบทบาทในการกำหนดนโยบายชี้นำสังคมไทยมายาวนาน แต่บทบาทเริ่มลดลงเมื่อมีการปฏิรูปการเมืองในปี 2540 และในเวลาต่อมาได้ถูกสั่นคลอนอย่างหนักจากระบอบทักษิณซึ่งนำพาอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมใหม่เข้ามาจัดการภายในระบบราชการ พรรคการเมืองที่มีแนวโน้มยึดถือในอุดมการณ์นี้คือ พรรคชาติไทย และพรรคประชาราช เป็นต้น

4)อุดมการณ์เสรีนิยมประชาธิปไตย(Liberal Democracy) มีความเชื่อพื้นฐานว่า เสรีภาพและความเป็นปัจเจกบุคคลเป็นสิ่งที่มีคุณค่าของมนุษย์ กลุ่มที่มีแนวคิดเช่นนี้คือกลุ่มชนชั้นกลางซึ่งประกอบด้วยพ่อค้า นักธุรกิจรายย่อย ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจระดับกลาง พนักงานเอกชนระดับกลาง และผู้ประกอบอาชีพอิสระทั้งหลาย กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีการเติบโตเพิ่มมากขึ้นภายหลังปี 2540 และขยายตัวจนกลายเป็นพลังในการต่อต้านระบอบทักษิณ พรรคการเมืองที่อาจถือได้ว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มอุดมการณ์นี้ คือพรรคประชาธิปัตย์

5) อุดมการณ์การประชาสังคมประชาธิปไตย(Civil Society Democracy) มีความเชื่อว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในทุกระดับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับสังคม กลุ่มที่นำอุดมการณ์นี้ไปปฏิบัติการทางการเมืองคือ กลุ่มองค์การพัฒนาเอกชน นักวิชาการ และนักการเมืองบางกลุ่ม กลุ่มนี้มีความมุ่งหมายที่จะผลักดันให้สังคมเป็นสังคมแห่งการมีส่วนร่วม โดยให้ประชาชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งตนเอง และสามารถบริหารจัดการชุมชนด้วยตนเองได้ ปัจจุบันยังไม่มีพรรคการเมืองใดที่ใช้อุดมการณ์นี้ไปปฏิบัติการทางการเมือง

อนาคตการเมืองไทยในท่ามกลางความขัดแย้ง

จากสภาพการที่เป็นจริงทางสังคมการเมืองดังที่ได้วิเคราะห์มาข้างต้น สามารถสรุปแนวโน้มการเมืองไทยในอนาคตได้ดังนี้

1)การต่อสู้ทางการเมืองมีความเข้มข้นขึ้น ปริมาณกลุ่มและสถาบันของสังคมจะเข้าสู่สนามการต่อสู้ทางการเมืองมากขึ้น และเกิดขึ้นในทุกระดับทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ


2)การเสื่อมศรัทธาต่อสถาบัน ทั้งสถาบันทางการเมือง สถาบันการบริหาร สถาบันองค์การตรวจสอบอิสระ สถาบันทางสังคม การเสื่อมศรัทธาต่อสถาบันเหล่านี้เกิดมาจากในระยะสี่ถึงห้าปีที่ผ่านมา สถาบันเหล่านี้โดยเฉพาะสถาบันทางการเมือง บริหาร และองค์กรอิสระได้ถูกแทรกแซงและทำลายความเที่ยงธรรมโดยระบอบทักษิณ การรื้อฟื้นศรัทธาขึ้นมาอีกครั้งจึงเป็นภาระที่หนักหน่วงของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งในขณะนี้และในระยะต่อไป
สถาบันทางสังคม โดยเฉพาะสถาบันทางศาสนาซึ่งได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการบรรจุประโยค “ให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทย” ลงในรัฐธรรมนูญ วิธีการเคลื่อนไหวเรียกร้องของคณะสงฆ์กลุ่มหนึ่งได้สร้างภาพลักษณ์เชิงลบเกิดขึ้นแก่สาธารณชน เพราะมีการกระทำทางสังคมหลายประการของสงฆ์บางส่วนที่สังคมชาวพุทธไม่อาจยอมรับได้
สถาบันที่ประชาชนให้ความเชื่อถือสูงอยู่บ้างก็คือ สถาบันตุลาการซึ่งกลายเป็นเสาหลักในการค้ำยันวิกฤติของสังคมไทยในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามก็ยังมีข่าวที่อาจมีการสร้างความเสื่อมเสียแก่สถาบันนี้อยู่บ้าง ด้วยการกระทำของบุคคลบางในสถาบันที่เกี่ยวข้องกับคดียุบพรรคการเมือง



วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ชงด่วน! กฎหมายไล่ม็อบพ้นถนน จำกัดสิทธิชุมนุม


เราจะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง


ในเมื่อคนไทยยังไม่สามัคคี


หลังจากที่พรรคพลังประชาชนและมวลชนที่ชื่นชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่พอใจกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่จัดชุมนุมปิดกั้นทางสาธารณะ และเคลื่อนไหวโจมตีรัฐบาลมานาน ในที่สุด นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจเดินเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 63 เพื่อควบคุมการชุมนุมของม็อบโดยตรง


ทั้งนี้ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญนิติบัญญัติครั้งแรก ในวันที่ 6 สิงหาคมนี้ จะมีร่าง พ.ร.บ.ที่น่าสนใจเข้าสู่การพิจารณา คือ ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะ ที่ นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร พรรคพลังประชาชน และคณะ โดยร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มีหลักการเพื่อให้การชุมนุมในที่สาธารณะเป็นไปตามสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 ขณะเดียวกันก็เพื่อป้องกันการใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าว ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนเสียหายต่อสาธารณชนทั่วไป จึงต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์ เพื่อจัดระเบียบการชุมนุมดังกล่าว


ด้าน นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตร กล่าวว่า เห็นได้ชัดเจนว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ขัดต่อมาตรา 63 โดยมีเป้าหมายเพื่อต้องการทำลายการชุมนุมแบบสงบและสันติ เพราะต่อไปการชุมนุมจะต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่รัฐก่อน ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วเป็นไปไม่ได้ เพราะคงไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดอนุญาตให้ประชาชนชุมนุมอยู่แล้ว นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า หากร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเมื่อใด รับรองว่ารัฐสภาไทยจะเป็นที่อับอายไปทั่วโลก เพราะไม่มีประเทศไหนในโลกห้ามการชุมนุมได้ หากประชาชนไม่เดือดร้อนคงไม่มาชุมนุม ดังนั้นการชุมนุมจึงเป็นดัชนีการชี้วัดการทำงานของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลทำงานดีการชุมนุมก็จะมีน้อย แต่ถ้ารัฐบาลทำงานล้มเหลวการชุมนุมก็จะมีมาก "รัฐบาลชุดนี้มองว่าการชุมนุมเป็นภัยต่อรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด ดังนั้น ขอย้ำอีกว่า ถ้ากฎหมายฉบับนี้เข้าสภาเมื่อใดจะเป็นที่อับอายไปทั่วโลก ที่ ส.ส. ไทยเสนอกฎหมายล้าหลังแบบนี้ มากไปกว่านั้นผมคิดว่า การเสนอกฎหมายนี้เพื่อสกัดกั้นการชุมนุมของพันธมิตร ที่พรรคพลังประชาชนทำมาทุกวิถีทาง โดยครั้งนี้จะกลไกในสภาใช้เสียงข้างมากลากไป เพื่อหวังการสลายการชุมนุมของพันธมิตร" นายสุริยะใสกล่าว


ขณะที่ นายสมัคร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการแก้ไขกฎหมาย มาตรา 63 ว่า "นี่คือรัฐธรรมนูญ มาตราที่พันธมิตรกลัว" พร้อมกล่าวถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 ว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธโดยไม่มีการสร้างข้อมูลเท็จเอามากล่าวหา ไม่ปลุกระดมประชาชนให้หลงผิด ไม่ใช้สื่อโฆษณาชวนเชื่อ ไม่บังคับและไม่จ้างวานกลุ่มบุคคลใดๆ ให้มาร่วมชุมนุม" อย่างไรก็ตามสำหรับรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 63 ระบุว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยตามอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือประกาศใช้กฎอัยการศึก"


เข้าไปดูเพิ่มเติม เกี่ยวกับ ร่าง พ.ร.บ ได้ที่ http://hilight.kapook.com/view/27345

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ข้อพิพาท เขาพระวิหาร เดือด SMS ยุคนเขมรแอนตี้สินค้าไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณด่านพรมแดนอรัญประเทศจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ยังคงมีชาวเขมรเข้ามาค้าขายในตลาดโรงเกลืออย่างต่อเนื่อง แต่บางตาลงกว่าทุกวัน ส่วนคนไทยเดินทางไปนครธม-นครวัดของกัมพูชา แทบไม่มีต่อมาได้เกิดกระแสปั่นป่วนขึ้นบริเวณหน้าด่านพรมแดนอรัญประเทศ เนื่องจากมีพนักงานบ่อนกาสิโนชาวไทย พยายามสอบถาม จนท.ด่าน ตม.อรัญประเทศ ว่ากัมพูชาจะปิดด่านพรมแดนอรัญประเทศจริงหรือไม่ ซึ่งจนท.ได้แจ้งพนักงานฯดังกล่าวว่า ยังไม่มีคำสั่งใดๆ และยังไม่มีการปิดด่านใดๆทั้งสิ้น ซึ่งจากการสอบถามดังกล่าวทำให้ จนท.ต้องออกตรวจสอบเพื่อหาต้นตอของข่าวลือดังกล่าว ต่อมาพ.ท.เอกรัติ เมธาวัฒนานันท์ รองผบ.ฉก.กรม.ทพ.ที่ 12 กกล.บูรพา สั่งกาณให้ พ.ต.ศลิษฏพงษ์ แก้วพิลา ผบ.ร้อย ทพ.ที่ 1201 ฉก.กรม.ทพ.ที่ 12 กกล.บูรพา ทำการตรวจสอบหลังมีข่าวลือสพัดทั่วปอยเปต อ.โอวโจวโรว จ.บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ตรงข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ของไทย ว่ามีใบปลิวและการส่งเอสเอ็มเอสทางโทรศัพท์มือถือมายังพ่อค้า แม่ค้า ชาวเขมรในตลาดโรงเกลือ และ พนักงานบ่อนกาสิโนชาวเขมร ให้ร่วมแอนตี้ประเทศไทย และจากการตรวจสอบพบว่ามีการส่งเอสเอ็มเอส.ทางโทรศัพท์มือถือของชาวกัมพูชาที่มาค้าขายในตลาดโรงเกลือ และ พนักงานบ่อนกาสิโนชาวกัมพูชาจริง โดยเป็นโทรศัพท์ที่ใช้ซิมของกัมพูชา ซึ่งข้อความใน เอสเอ็มเอส เป็นภาษาอังกฤษ เขียนว่า”

Akhmer love khmer , khmer help khmer try to cut off using and stop using thai products or any products print in thai language. We should not let this nation look down our people any more. If you are khmer or having khmer blood please pass this SMS to you khmer friends around the globe.”
แปลเป็นภาษาไทยว่า :
“เราเป็นชาวเขมรต้องรักเขมรด้วยกัน เขมรต้องช่วยเหลือเขมรด้วยกัน จงพยายามที่จะลดและเลิกใช้สินค้าไทยหรือสินค้าใดๆที่เป็นภาษาไทย เราไม่ควรที่จะให้คนไทยดูถูกเราอีกต่อไป
หากคุณเป็นชาวเขมรและมีสายเลือดเขมรจริง
กรุณาส่ง SMS ต่อไปยังเพื่อนๆชาวเขมร
หรือชาวเขมรทั่วโลกด้วย”
นายเลือน ยี อายุ 25 ปี พนักงานบ่อนกาสิโนฝั่งปอยเปต ชาวกัมพูชา เปิดเผยว่า เอสเอ็มเอสถูกส่งมายังพนักงานบ่อนชาวเขมร และบรรดาข้าราชการชาวเขมรทั่วทั้งปอยเปต นอกจากนี้จากการโทรศัพท์ไปสอบถามเพื่อนๆที่อยู่ในตลาดโรงเกลือ ส่วนใหญ่ก็ได้รับ เอสเอ็มเอส นี้เหมือนกัน เชื่อว่าเอสเอ็มเอสนี้ ถูกส่งต่อไปยังชาวกัมพูชาทั่วโลกแล้ว และยอมรับว่าเป็นการยุยงให้ชาวเขมร เลิกซื้อสินค้าไทยทั้งหมด และส่อให้เกลียดคนไทยด้วย ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่ ช่วงเช้าในฝั่งปอยเปต ต่างมีกระแสข่าวลือออกมาว่า จะมีการปิดพรมแดนของกัมพูชา เนื่องจากอาจจะมีสงครามเกิดขึ้น ซึ่งข่าวลือดังกล่าว ทำให้ชาวเขมรบริเวณชายแดนบ้านปอยเปต และพ่อค้า แม่ค้าในตลาดโรงเกลือ ต่างแตกตื่นกลัวเกิดสงครามจริงบางคนรีบแจ้งให้ญาติที่มาค้าขายในตลาดโรงเกลือ ฝั่งไทยเก็บข้าวเก็บของออกจากตลาดโรงเกลือ กลับเข้าประเทศ ส่วนบรรยากาศตลาดโรงเกลือจากการตรวจสอบพบว่ามีร้านค้าชาวเขมรที่มาค้าขายในตลาดโรงเกลือหลายสิบร้านค้าต่างปิดร้าน บางรายขนข้าวขนของออกจากร้านใส่รถเข็นกลับเข้าฝั่งกัมพูชา ทำให้ภายในตลาดโรงเกลือ แลดูเงียบเหงา อีกทั้งนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวตลาดโรงเกลือน้อย ยิ่งทำให้ชาวเขมรจำนวนมากหวั่นวิตก ส่วนสถานการณ์บริเวณชายแดนด้านตรงข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ในฝั่งกัมพูชามีการเสริมทหารกัมพูชา เข้ามาในพื้นที่ โดยเฉพาะด้านตรงข้ามบ้านปลายแหลมหนองเอี่ยน ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว มีการเสริมกำลังทหารกัมพูชา เข้ามากว่า 100 นาย โดยแต่ละคนจะไม่แต่งชุดทหาร แต่แต่งเป็นชุดพลเรือนทั้งหมด ส่วนจนท.ฝ่ายไทยก็ยังคงใช้กำลังของ ฉก.กรม.ทพ.ที่ 12 กกล.บูรพา เจ้าของพื้นที่ดูแลรักษาความเรียบร้อยบริเวณชายแดน โดยไม่มีการเสริมกำลังเข้าพื้นที่แต่อย่างใด





สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://news.sanook.com/politic/politic_289736.php